ยาหยอดหมัดแมวมีเป็นร้อย เลือกแบบไหนให้แมวน้อยดี? สรุปจาก Sasi Cat Craft

วันนี้เรามาสรุปคลิปจากช่อง Sasi Cat Craft ที่คุณหมอได้มาแนะนำเรื่องการเลือกยาหยอดหมัดสำหรับน้องแมว โดยเฉพาะลูกแมวตัวน้อยๆ ที่เจ้าของหลายคนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกแบบไหนดี เพราะในตลาดมียาหยอดหมัดหลายยี่ห้อ หลายสูตร คุณหมอจะมาเจาะลึกข้อดีข้อเสีย และวิธีใช้ที่ถูกต้อง พร้อมเคล็ดลับและตอบคำถามที่พบบ่อย สรุปมาให้แล้ว!

ยาหยอดหมัดแมวมีเป็นร้อย แมวน้อยเลือกแบบไห

📺 ช่อง: Sasi Cat Craft

สารบัญวิดีโอ

00:01:11 ความสำคัญของการป้องกันเห็บหมัดและพยาธิ 00:04:08 การดูแลลูกแมวแรกเกิดที่มีหมัด (น้ำหนักน้อยกว่า 0.5 กก.) 00:09:00 Revolution (สีชมพู) สำหรับลูกแมว (0.5 - 2.5 กก.) 00:11:25 Broadline สำหรับลูกแมวโตขึ้นมาอีกนิด (0.7 กก. ขึ้นไป) 00:13:00 Advocate (สีส้ม) สำหรับแมวที่โตขึ้น (1 กก. ขึ้นไป) 00:17:15 Revolution Plus (สีเหลือง) สำหรับแมว (1.25 กก. ขึ้นไป) 00:20:50 Frontline Plus: เน้นหมัดและไข่หมัดเท่านั้น 00:21:58 ความถี่ในการหยอด: แมวเลี้ยงในบ้าน vs. นอกบ้าน 00:18:32 ปัญหาไรในหู: วิธีรักษาและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ 00:28:03 เทคนิคการหยอดยาที่ถูกต้อง ป้องกันน้องเลีย 00:29:43 เปรียบเทียบความเร็วในการแห้งของยาหยอด 00:33:43 ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยาที่ต้องระวัง 00:34:50 ยาหยอดในดวงใจคุณหมอ: Bravecto Plus (3 เดือน) 00:39:32 คำถามที่พบบ่อย: ลิวคีเมีย อาหาร การขับถ่าย และอื่นๆ

สรุปประเด็นสำคัญ

  • การป้องกันเห็บหมัดในแมวสำคัญมาก เพราะอาจนำไปสู่โรคพยาธิเม็ดเลือดและภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงถึงชีวิตได้
  • การเลือกยาหยอดหมัดต้องพิจารณาอายุและน้ำหนักแมวเป็นหลัก โดยลูกแมวแรกเกิดและน้ำหนักน้อยกว่า 0.5 กก. ห้ามใช้ยาหยอด ควรใช้วิธีทางกายภาพก่อน
  • ยาหยอดหมัดแต่ละยี่ห้อมีคุณสมบัติครอบคลุมแตกต่างกัน ทั้งหมัด ไข่หมัด ไรในหู พยาธิตัวกลม ตัวแบน หรือหนอนหัวใจ ควรเลือกให้เหมาะกับปัญหาและการเลี้ยงดู
  • เทคนิคการหยอดที่ถูกต้องคือหยอดบริเวณกลางหลังไหล่ย้อนไปทางหลังศีรษะให้ชิดผิวหนังมากที่สุด เพื่อป้องกันน้องเลียและยาไหลเลอะ

รายละเอียดเนื้อหา

ในคลิปนี้ คุณหมอจากช่อง Sasi Cat Craft ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกยาหยอดหมัดสำหรับน้องแมว โดยเฉพาะลูกแมวตัวน้อยๆ ที่ยังต้องดูแลเป็นพิเศษ หมัดเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่โรคพยาธิเม็ดเลือด ซึ่งทำให้น้องแมวป่วย มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย เกล็ดเลือดต่ำ และอาจถึงขั้นต้องถ่ายเลือดหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงได้ ดังนั้นการป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา

การดูแลลูกแมวแรกเกิด (น้ำหนักน้อยกว่า 0.5 กก.)

ลูกแมวแรกเกิดหรือน้ำหนักน้อยกว่า 0.5 กก. ยังไม่สามารถใช้ยาหยอดหมัดได้ คุณหมอแนะนำให้ใช้วิธีทางกายภาพคือ อาบน้ำอุ่น (สำหรับแมวอายุเกิน 1 เดือน) และช่วยหยิบหมัดออก รวมถึงการทำความสะอาดและย้ายพื้นที่อยู่อาศัยของแม่แมวและลูกแมวเพื่อกำจัดหมัดในสิ่งแวดล้อม

ยาหยอดหมัดสำหรับลูกแมวและแมวโต

คุณหมอเน้นย้ำว่าการเลือกยาหยอดหมัดต้องพิจารณาอายุและน้ำหนักของน้องแมวเป็นหลัก เพราะแต่ละผลิตภัณฑ์มีตัวยาและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

  • Revolution (สีชมพู): สำหรับลูกแมวอายุ 45 วัน (เดือนครึ่ง) ขึ้นไป และน้ำหนักมากกว่า 0.5 กก. กำจัดหมัด พยาธิตัวกลม หนอนหัวใจ ไรในหู ไรขี้เรื้อน หยอดเดือนละครั้ง แต่หากเป็นไรในหู แนะนำให้หยอดทุก 2 สัปดาห์ เพื่อตัดวงจรให้เร็วขึ้น เป็นยาที่แห้งเร็วที่สุด
  • Broadline: สำหรับลูกแมวน้ำหนัก 0.7 กก. ขึ้นไป ครอบคลุมหมัด ไข่หมัด พยาธิตัวกลม ตัวแบน ตัวตืด และหนอนหัวใจ เหมาะกับแมวที่กินยายาก แต่ประสิทธิภาพเรื่องไรในหูด้อยกว่าตัวอื่น และยาค่อนข้างเยอะ แห้งช้าที่สุด (4-6 ชั่วโมง) อาจทำให้น้องเลียได้ง่าย
  • Advocate (สีส้ม): สำหรับแมวน้ำหนักมากกว่า 1 กก. และอายุ 2 เดือนขึ้นไป มีคุณสมบัติคล้าย Revolution กำจัดหมัด ไรในหู ไรขี้เรื้อน พยาธิตัวกลม และหนอนหัวใจ หากเป็นไรในหู แนะนำหยอดทุก 2 สัปดาห์ ประสิทธิภาพเรื่องไรในหูดีกว่า Revolution สีชมพู และแห้งเร็วกว่า Broadline
  • Revolution Plus (สีเหลือง): สำหรับแมวน้ำหนักมากกว่า 1.25 กก. และอายุ 2 เดือนขึ้นไป มีตัวยา Sal Runner เพิ่มเข้ามา ทำให้ประสิทธิภาพในการกำจัดหมัดและไรในหูดีขึ้น สามารถหยอดเดือนละครั้งได้แม้เป็นไรในหู
  • Frontline Plus: เน้นกำจัดหมัดและไข่หมัดเท่านั้น เหมาะสำหรับแมวเลี้ยงในบ้านที่ไม่ได้โดนยุงกัด และเจ้าของสามารถป้อนยาถ่ายพยาธิควบคู่ได้ ราคาจะย่อมเยากว่า

การจัดการปัญหาไรในหู

ปัญหาไรในหูมักไม่หายขาดเพราะเจ้าของไม่ได้หยอดต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์ อย่างน้อย 4-6 ครั้ง และไม่ได้ทำความสะอาดหู รวมถึงการที่ไรสามารถออกไปวางไข่และฟักตัวตามสิ่งแวดล้อมนอกตัวแมวได้ ดังนั้นหากรับแมวมาใหม่ ควรรีบพาไปตรวจและหยอดยาป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ พร้อมทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมด้วยการดูดฝุ่นบ่อยๆ และเช็ดหูอย่างถูกวิธี

เทคนิคการหยอดยาที่ถูกต้อง

เพื่อป้องกันไม่ให้น้องแมวเลียยา คุณหมอแนะนำให้หยอดยาบริเวณกลางหลังไหล่ แล้วย้อนขึ้นไปทางหลังศีรษะให้ชิดผิวหนังมากที่สุด พยายามแหวกขนและหยอดซ้ำๆ ในจุดเดิมหลายครั้ง จากนั้นใช้ขนสองข้างมาบังน้ำยาไว้ ยาจะไหลตามแนวขนด้านข้างได้ยากขึ้น

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา

ยาหยอดหมัดทุกยี่ห้ออาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการคัน ผิวแดง ขนร่วง ยาเหนียวติดขน หรือน้ำลายฟูมปาก (โดยเฉพาะ Broadline ที่ปริมาณยาเยอะ) หากเกิดอาการน้ำลายฟูมปาก ให้รีบใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดปากและเท้าทันที แต่หากมีอาการแพ้ยาจริงจัง เช่น อ่อนแรง เดินเซ เดินชน ต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อล้างยาออกและให้น้ำเกลือ

ยาหยอดในดวงใจคุณหมอ: Bravecto Plus

คุณหมอแนะนำ Bravecto Plus เป็นอันดับหนึ่งสำหรับแมวโตที่น้ำหนักถึง (2.8 - 6.25 กก. สำหรับสีน้ำเงิน และ 6.25 - 12.5 กก. สำหรับสีม่วง) เพราะสามารถป้องกันได้นานถึง 3 เดือน ครอบคลุมหมัด ไรในหู และพยาธิตัวกลม ทำให้สะดวกและคุ้มค่ากว่า ไม่ต้องหยอดบ่อยๆ และยังเหมาะกับการให้ยาถ่ายพยาธิทุก 3 เดือนด้วย

คำถามที่พบบ่อยอื่นๆ

  • การป้องกันพยาธิเม็ดเลือด: ผลิตภัณฑ์ยาหยอดหมัดส่วนใหญ่ (ยกเว้น Frontline Plus) ช่วยป้องกันหนอนหัวใจที่มาจากยุง และพยาธิเม็ดเลือดที่มาจากหมัดได้
  • การสลับยี่ห้อยา: หากไม่มีปัญหาเรื่องดื้อยา สามารถใช้ยี่ห้อเดิมได้นานๆ แต่ถ้ากลัวการดื้อยา อาจสลับยี่ห้อทุก 1 ปี
  • อาหารแมวเด็กกับแมวโต: ไม่แนะนำให้กินอาหารร่วมกัน หากแมวโตกินอาหารแมวเด็กจะอ้วนง่าย ส่วนแมวเด็กกินอาหารแมวโตจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ควรแยกโซนอาหาร
  • ยาถ่ายพยาธิสำหรับแมวกินยายาก: แนะนำ Panacur ซึ่งสามารถละลายน้ำผสมกับแมวเลียได้ ไม่มีกลิ่นไม่มีรส ได้พยาธิตัวกลมและตัวตืด
  • การติดเชื้อลิวคีเมีย: เชื้อลิวคีเมียอยู่นอกตัวน้องแมวได้ไม่เกิน 10 นาที (หากเป็นของเหลวจะอยู่นานขึ้น) การล้างมือหรือเปลี่ยนชุดคลุมก็เพียงพอต่อการป้องกันการแพร่เชื้อ
  • วัคซีนพิษสุนัขบ้าคน: แมวที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว หากเล่นกับคนจนเป็นแผล ก็ยังคงแนะนำให้คนฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าซ้ำปีละ 1 เข็มเพื่อความปลอดภัย
  • การขับถ่ายของแมวโต: ปกติแมวโตจะเข้าห้องน้ำเฉลี่ย 2 ครั้งต่อวัน หากเข้า 4-5 ครั้งต่อวัน และกินน้ำเยอะ อาจเป็นสัญญาณของโรคไต ควรรีบพาไปตรวจปัสสาวะและเลือด
  • แมวเหงาไหมถ้าเลี้ยงตัวเดียว: แมวเหงาแน่นอน หากเลี้ยงตัวเดียว เจ้าของควรเล่นกับน้องแมวอย่างน้อยวันละ 2 รอบ รอบละ 10-15 นาที และหาของเล่นแบบ Interactive Toys ให้เยอะๆ

สินค้าที่กล่าวถึงในคลิป

1

สำหรับลูกแมวอายุ 45 วันขึ้นไป น้ำหนัก 0.5 กก. ขึ้นไป กำจัดหมัด พยาธิตัวกลม หนอนหัวใจ ไรในหู ไรขี้เรื้อน หยอดเดือนละครั้ง (ไรในหูทุก 2 สัปดาห์) แห้งเร็ว

2

สำหรับลูกแมวน้ำหนัก 0.7 กก. ขึ้นไป ครอบคลุมหมัด ไข่หมัด พยาธิตัวกลม ตัวแบน ตัวตืด และหนอนหัวใจ เหมาะกับแมวกินยายาก ประสิทธิภาพเรื่องไรในหูด้อยกว่าตัวอื่น แห้งช้าที่สุด

3

สำหรับแมวน้ำหนัก 1 กก. ขึ้นไป อายุ 2 เดือนขึ้นไป คล้าย Revolution กำจัดหมัด ไรในหู ไรขี้เรื้อน พยาธิตัวกลม หนอนหัวใจ หยอดเดือนละครั้ง (ไรในหูทุก 2 สัปดาห์) แห้งเร็วกว่า Broadline

4

สำหรับแมวน้ำหนัก 1.25 กก. ขึ้นไป อายุ 2 เดือนขึ้นไป มี Sal Runner เพิ่มประสิทธิภาพกำจัดหมัดและไรในหูได้ดีขึ้น หยอดเดือนละครั้ง (ไรในหูประสิทธิภาพดีกว่า Revolution Pink/Advocate)

5

เน้นกำจัดหมัดและไข่หมัดอย่างเดียว เหมาะกับแมวเลี้ยงในบ้านที่ไม่โดนยุงกัด ต้องป้อนยาถ่ายพยาธิเพิ่ม ราคาประหยัดกว่า

6

น้ำยาล้างแผลสำหรับแผลเรื้อรัง

7

ยาหยอดในดวงใจคุณหมอ! เวิร์คที่สุดสำหรับไรในหูและครอบคลุมหลายอย่าง (หมัด ไรในหู พยาธิตัวกลม) อยู่ได้ 3 เดือน คุ้มค่าเรื่องเวลาและราคา ต้องดูน้ำหนัก 2.8 - 6.25 กก. (สีน้ำเงิน) และ 6.25 - 12.5 กก. (สีม่วง)

8

ยาถ่ายพยาธิแบบรวม (เม็ด) สำหรับแมวที่กินยาไม่ยาก ใช้คู่กับ Bravecto Plus

9

ยาถ่ายพยาธิที่เจ้าของแฮปปี้! สำหรับแมวที่กินยายาก (ละลายน้ำเป็นครีมผสมแมวเลียได้) ได้พยาธิตัวกลมและตัวตืด (ไม่รวมพยาธิเม็ดแตงกวาจากหมัด) ไม่มีกลิ่นไม่มีรส

10

อาหารแมวราคาถูก สำหรับแมวเด็กที่ไม่ได้เป็นแมวพันธุ์ สารอาหารครบถ้วน

คำแนะนำ

การดูแลสุขภาพน้องแมวเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการป้องกันเห็บหมัดและพยาธิที่อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับช่วงวัยและน้ำหนักของน้องแมว รวมถึงวิธีการใช้ที่ถูกต้อง จะช่วยให้น้องแมวมีสุขภาพดีและปลอดภัย อย่าลืมปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อคำแนะนำที่แม่นยำที่สุดสำหรับน้องแมวของคุณ

ดูคลิปเต็มเพื่อรับชมข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำจากคุณหมอได้ด้านบน หรือกดติดตามช่อง Sasi Cat Craft เพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับน้องแมว!